สวัสดีครับ ตอนนี้ก็ใกล้วันแห่งความรักแล้ว เพื่อนๆพร้อมจะมอบสิ่งดีๆให้กับคนที่เรารักหรือยังครับ อิอิ ครั้งนี้ผมก็มีประวัติและเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์มาฝากกันครับ ว่าแล้วก็ไปอ่านกันเลยดีกว่าครับ ^^
--------------------------------------------------------------------------------
วันวาเลนไทน์
วาเลนไทน์ (Valentine) คือวันที่ระลึกถึง นักบุญเซนต์วาเลนไทน์(Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง
วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ ราชินีแห่งอิสตรีและการแต่งงาน
และในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia โดยในคืนก่อน วันเฉลิมฉลอง Lupercalia ชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็กๆ และเอาไปใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง และอาจทำให้เด็กหนุ่มและเด็กสาว ได้ตกหลุมรักกัน และแต่งงานกันในที่สุด
ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) กรุงโรมเกิดสงครามหลายครั้ง และ็ประสบกับ ปัญหาในการหาทหารจำนวนมาก และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการ จากครอบครัวและคนรัก ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุส ประกาศยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม แต่ยังมีนักบุญผู้ใจดี ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ได้ร่วมกับนักบุญมาริอุส จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือ ชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยาก และได้จัดให้มีการแต่งงานอย่างลับๆ จากการกระทำนี้ ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีคริสต์ศักราช 270
ท่านพยายามให้กำลังใจตัวเองทุกวัน และวันหนึ่งสิ่งวิเศษก็เกิดขึ้น เด็กหนุ่มสาวที่มาเยี่ยมได้โยนดอกไม้ และกระดาษ ซึ่งเขียนข้อความต่างๆ เข้ามาทางช่องหน้าต่างของคุก พวกเขาต้องการให้นักบุญวาเลนไทน์รู้ว่า พวกเขาเองก็มีความเชื่อและศรัทธาในความรักเช่นกัน หนึ่งในเด็กสาวเหล่านั้นเป็นลูกสาวของผู้คุม หล่อนช่วยให้กำลังใจท่านนักบุญ และสนับสนุนการแต่งงานอีกด้วย
ในคืนก่อนที่นักบุญวาเลนไทน์เสียชีวิตนั้น ท่านได้เขียนจดหมายไว้ฉบับนึงเพื่อเป็นการขอบคุณในมิตรภาพและ ความจงรักภักดีของหญิงสาวผู้นั้น แล้วท่านนักบุญได้ลงท้ายจดหมายฉบับนั้นว่า "Love from your Valentine" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีประเพณีการแลกเปลี่ยนจดหมายรักซึ่งกันและกันในวันวาเลนไทน์ โดยจะเขียนขึ้นในวันที่นักบุญ วาเลนไทน์เสียชีวิต คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีคริสตศักราช 270 และปฏิบัติ สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านนักบุญวาเลนไทน์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนี้คือ การมอบความรักและมิตรภาพให้แก่กันและกัน
ในปี 496 A.D. โป๊ป Gelasius ได้ยกย่องให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงคุณความดี ความกล้าหาญ และความเสียสละของนักบุญวาเลนไทน์ เราจึงถือเอาวันนี้เป็นวันแห่งความรัก โดยในวันนี้จะมีการส่งขนม (โดยเฉพาะช็อคโกแลต) ดอกไม้ (ส่วนใหญ่จะดอกกุหลาบ) หรือบัตรหรือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่คนรักโดยไม่บอกชื่อผู้ส่ง
คิวปิด
เด็กน่ารักที่มีปีก มือถือคันธนูกับลูกศร เพื่อยิงศรรักปักหัวใจของใครต่อใคร ศร รักของคิวปิด หมายถึง ความปรารถนาและอารมณ์แห่งความรัก คิวปิดจะเล็งลูกศรไปที่พระเจ้าและมนุษย์เพื่อทำให้พระเจ้ากับมนุษย์รักกัน
ในกรีกโบราณ คิวปิดเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่าเอโรส ลูกชายแอฟโรไดท์ เทพธิดาแห่งความรักและความสวยงาม แต่สำหรับพวกโรมัน แม่ของคิวปิดคือวีนัส
คิวปิดและไซคีเจ้าสาวของเขาในเทพนิยายโรมัน เธอเป็นเทพธิดารูปงามในนิยายกรีกโบราณมีปีกเป็นผีเสื้อ และเพราะความงามนี้ ทำให้วีนัสอิจฉา นางได้สั่งคิวปิดให้ลงโทษไซคี แต่คิวปิดตกหลุมรักเธอเกินกว่าที่จะทำ ตามความต้องการของแม่ แทนที่จะลงโทษคิวปิดกลับรับเธอเป็นภรรยา และเนื่องจากไซคีไม่ได้เป็นอมตะ เธอจึงถูกห้ามมิให้มองคิวปิด
ไซคีก็มีความสุขเรื่อยมา จนกระทั่งพี่สาวของเธอได้รบเร้าให้เธอมองคิวปิด ทันทีที่เธอมอง คิวปิดก็ลงโทษเธอ ด้วยการทิ้งเธอไปทันที เธอออกเดินทางหาคนรักของเธอ จนมาถึงวิหารของวีนัส วีนัสก็ปรารถนาจะทำลายไซคี ด้วยการให้งานที่หนักและอันตราย คือ เธอได้รับกล่องใบหนึ่งมาและถูกสั่งให้ลงไปยังใต้โลกเพื่อเอาความงาม ของโพรเซอร์พีนภรรยาของพลูโตใส่กล่องใบนี้ ระหว่างเดินทางเธอได้รับคำแนะนำให้รู้จักการหลีกเลี่ยง อันตรายจากอาณาจักรแห่งความตาย และถูกเตือนมิให้เปิดกล่องใบนั้น แต่เธอได้เปิดกล่องใบนั้น และต้องหลับเป็นตาย
คิวปิดได้ให้อภัยเธอและนำร่างอันไร้ชีวิตของเธอเก็บไว้ในกล่อง เทพเจ้าทั้งหลายเห็นความรักที่เธอมีต่อคิวปิด จึงได้ตั้งให้เธอเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง
วาเลนไทน์ของแต่ละประเทศ
ประเทศอังกฤษ
หลายร้อยปีก่อนในประเทศอังกฤษ เด็กๆ จะแต่งตัวเลียนแบบผู้ใหญ่ และร้องเพลงจากบ้านหลังหนึ่ง ไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง ในเนื้อเพลง ท่อนหนึ่งจะกล่าวว่า "Good morning to you, Valentine ; Curl your locks as I do mine ---Two before and three behind. Good morning to you, Valentine."
ประเทศเวลส์
ทำการแกะสลักช้อนไม้เป็นรูปหัวใจ และลูกกุญแจไว้บนช้อนนั้น ซึ่งมีความหมายว่า "คุณได้ไขหัวใจของฉัน" (You unlock my heart) และทำการเขียนชื่อคนที่ตัวเองชอบแล้วหย่อนไว้ในอ่างหรือชาม และหยิบขึ้นมาหนึ่งชื่อเพื่อดูว่าใครจะเป็นคู่ของตัวเอง หลังจากนั้นก็จะเอาชื่อที่หยิบได้มาติดไว้ที่แขนเสื้อ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อบอกคนทั่วไปรู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร
ประเทศญี่ปุ่น
วันวาเลนไทน์ สาวๆ จะเป็นคนให้ ช็อกโกเลต (Chocolate) รูปหัวใจแก่หนุ่มๆ หลังจากวันนั้นอีกหนึ่งเดือน คือ วันที่ 14 มีนาคม หนุ่มๆ ก็จะมอบดอกกุหลาบ เพื่อเป็นการขอบคุณสาวผู้ให้
ในบางประเทศ
- ผู้หญิงจะได้รับของขวัญเป็นเครื่องแต่งกาย แล้วถ้าผู้หญิงคนนั้นเก็บของขวัญชิ้นนี้เอาไว้ หมายถึงหล่อนจะแต่งงานกับเขา
- ถ้าผู้หญิงคนใดเห็นนกโรบินบินผ่านเหนือศรีษะตนเองในวันวาเลนไทน์ หมายถึงหล่อนจะได้แต่งงานกับกะลาสีเรือ
- ถ้าผู้หญิงคนใดเห็นนกกระจอก หล่อนก็จะได้แต่งงานกับชายยากจนและจะมีความสุข
- ถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนก Goldfinch หมายถึงหล่อนจะได้แต่งงานกับมหาเศรษฐี
- ในบางประเทศ จะมีการทำเก้าอี้แห่งรัก ทำขึ้นเป็นสองส่วนรูปตัวเอส (S) ทำให้คู่รักสามารถนั่งด้วยกันได้ แต่จะไม่ใกล้ชิดกันจนเกินไป
บางธรรมเนียมในบางแห่งของโลก
- ในขณะที่ปอกเปลือกผลแอปเปิ้ล ให้เอ่ยชื่อคนที่อยากแต่งงานด้วยออกมาประมาณห้าถึงหกชื่อ จนกว่าจะปอกเปลือกหมดผล และเชื่อว่าจะได้แต่งงานกับคนที่เอ่ยชื่อในขณะที่ปอกเปลือกหมดพอดี
- ถ้าหากผ่าผลแอปเปิ้ลออกมาเป็นสองซีก แล้วให้นับเมล็ดข้างในดู แล้วก็จะสามารถรู้จำนวนบุตรในอนาคตได้
- วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันตรุษที่เรียกว่า ลูเปอร์คาเลีย (Lupercalia) มีความสำคัญมากในทางเพศ ผู้ชายจะวิ่งแก้ผ้าหาคู่เพื่อฉลองตรุษโดยจับฉลากชื่อหญิงสาวแล้วเกี้ยวพาราสีจนได้เป็นภรรยา
กุหลาบกับวาเลนไทน์
ทำไมวันวาเลนไทน์ต้องให้ดอกกุหลาบ
กุหลาบมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ความสวยงามและกลิ่นหอมของราชินีดอกไม้ ได้ถูกแสดงถึงความสุข ความมีไมตรีจิต ความน่ารัก ความสวยงาม การบูชา และการเกี้ยวพาราสี กุหลาบเป็นเสมือนตัวแทนความรัก และความอมตะ จนมีตำนานกล่าวขานกันตั้งแต่สมัยกรีก เล่าว่า "คลอรีส" เทพธิดาแห่งดอกไม้ ได้บันดาลให้ร่างของนางไม้กลายเป็นกุหลาบ และยกให้เป็นราชินีของดอกไม้ จากนั้นต่อมาก็มีการมอบดอกกุหลาบแก่ "อีรอส" ลูกชาย ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก
ในศาสนาคริสต์เชื่อว่า พระโลหิตของพระเยซูทีู่ถูกตรึงไม้กางเขน ได้ไหลหยดลงบนต้นหญ้ามอสส์ และได้บังเกิดเป็นต้นกุหลาบที่มีดอกสีแดงสด จึงมีการเรียกขานกุหลาบชนิดนี้ว่า "กุหลาบมอสส์"
ในประเทศอังกฤษ ได้มีการสู้รบกันระหว่าง 2 ตระกูลใหญ่ คือราชวงศ์ยอร์ค ใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบขาว และราชวงศ์แลงแคสเตอร์ ใช้ดอกกุหลาบแดง เรียกสงครามครั้งนี้ว่า "สงครามกุหลาบ" ในปี พ.ศ.1948-2028 และต่อมาพวกกุหลาบแดงได้แต่งงานกับพวกกุหลาบขาว ปัจจุบันกุหลาบได้เป็นดอกไม้ประจำชาติของอังกฤษ
สำหรับในประเทศไทย มีเรื่องราวถึงความงดงามของดอกกุหลาบ ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์ของ พระมหาธีราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ในเรื่อง "มัทนะพาธา" หรือ "ตำนานดอกกุหลาบ"
ย้อนอดีต...กุหลาบ...ราชินีแห่งบุปผชาติ
สันนิษฐานว่า กุหลาบถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัย Taceous หรือเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว โดยดูจากซากฟอสซิลที่ขุดพบ แต่หลักฐานที่ปรากฏอย่างเด่นชัดอยู่ในราว 5,000 ปีที่ผ่านมา ในสมัยสุเมเรียน (Sumerians) นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้ค้นพบน้ำที่มีกลิ่นกุหลาบในหลุมศพของกษัตริย์ นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับของชาวสุเมเรียน ซึ่งมีรูปทรงเป็นดอกกุหลาบทำด้วยทองคำ
บางแหล่งกล่าวว่ากุหลาบมีกำเนิด ณ เทือกเขาคอเคซัส ประเทศเปอร์เซีย หรืออิหร่านในปัจจุบัน และมีชื่อเรียกว่า Gol คุล หรือ Gul แปลว่า ดอกไม้ และคำว่า คุลาพ หมายถึง กุหลาบอย่างที่เราเรียกกัน
สำหรับประเทศไทยไม่ทราบแน่ชัดว่ามีกุหลาบตั้งแต่สมัยใด แต่มีบันทึกของราชทูตฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่าได้เห็นดอกกุหลาบอยู่ในกรุงศรีอยุธยา และี่ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ที่ได้กล่าวถึงความงามของดอกกุหลาบ
edit @ 12 Feb 2008 09:27:28 by books